เบาหวานลงเท้า... จุดเริ่มต้นของ "แผลไม่รู้ตัว" ที่อาจจบลงด้วยการตัดขา!
เบาหวานลงเท้า... จุดเริ่มต้นของ "แผลไม่รู้ตัว" ที่อาจจบลงด้วยการตัดขา!
"หมอครับ เท้าผมมันหนาๆ เหมือนเหยียบอยู่บนฟองน้ำตลอดเวลา บางทีก็ร้อนวูบวาบเหมือนโดนพริกทาตอนกลางคืน... แต่แปลกนะครับ พอเดินไปเหยียบหนาม ผมกลับไม่รู้สึกเจ็บเลย"
นี่คือคำบอกเล่าของคุณลุงสมชาย วัย 60 ปี ที่เป็นเบาหวานมานานกว่า 10 ปี แกเข้ามาหาหมอเพราะลูกสาวสังเกตเห็นว่า "นิ้วเท้าพ่อดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็น" ทั้งที่ตัวคุณลุงเองยังเดินปร๋อ ไม่บ่นปวดสักคำ
พอหมอถอดรองเท้าแกดู... ใจหายเลยครับ เพราะที่ฝ่าเท้ามีแผลลึกจนเกือบถึงกระดูก โดยที่คุณลุงไม่รู้ตัวเลย เพราะ "ระบบเตือนภัย" (ความเจ็บปวด) ของแกพังไปหมดแล้ว
วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจเรื่อง "เท้าชาจากเบาหวาน" ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าความเจ็บปวด เพราะมันคือสาเหตุอันดับ 1 ที่ทำให้คนไทยต้องถูกตัดขาครับ
ทำไม "น้ำตาล" ถึงไปทำร้าย "เท้า"?
หลายคนสงสัยว่า กินหวานแล้วเกี่ยวอะไรกับเท้า? ต้องเข้าใจก่อนครับว่า ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเกินไป เปรียบเสมือน "สนิม" หรือ "น้ำกรด" ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายเราครับ
เมื่อน้ำตาลสูงลอยอยู่นานๆ มันจะไปทำลาย 2 ระบบสำคัญ:
1. ทำลายเส้นประสาท (Nerves): เปรียบเหมือน "สายไฟ" ที่ส่งสัญญาณความรู้สึกจากเท้าไปสมอง น้ำตาลจะไปกัดกร่อนเปลือกหุ้มสายไฟ ทำให้ไฟรั่ว หรือสายไฟขาด
- ผลลัพธ์: ช่วงแรกอาจจะรู้สึกเพี้ยนๆ (ร้อน, ยิบๆ) แต่พอนานเข้า สายไฟจะดับสนิท (ชา, ไม่รู้สึกเจ็บ)
2. ทำลายหลอดเลือด (Blood Vessels): น้ำตาลทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบตัน เหมือนท่อประปาที่มีตะกรันเกาะ เลือดไหลไปเลี้ยงปลายเท้าไม่สะดวก
- ผลลัพธ์: พอเกิดแผล เลือดก็ไม่ไปซ่อมแซม ทำให้แผลหายยาก และติดเชื้อง่ายจนเนื้อเน่าตาย (Gangrene)
สัญญาณเตือน: เท้าคุณกำลังตกอยู่ในอันตรายหรือไม่?
ลองสังเกตอาการของตัวเอง หรือญาติผู้ใหญ่นะครับ อาการมักจะเริ่มจาก "ปลายเท้า" แล้วลามขึ้นมาเหมือนเราสวมถุงเท้า (Stocking pattern)
- ระยะที่ 1: สัญญาณรบกวน
- รู้สึกยิบๆ เหมือนมดไต่ หรือเหมือนเข็มตำที่ปลายนิ้วเท้า
- แสบร้อนที่ฝ่าเท้า โดยเฉพาะตอนกลางคืน (บางคนต้องเอาเท้าไปแช่น้ำ หรือยื่นออกนอกผ้าห่มถึงจะนอนหลับ)
- ระยะที่ 2: ความรู้สึกหลอกลวง
- รู้สึกเหมือนเดินบนฟองน้ำ หรือเดินบนปุยฝ้าย ทั้งที่เดินบนพื้นปูน
- รู้สึกเท้าหนาๆ สากๆ
- ระยะที่ 3: สัญญาณดับสนิท (อันตรายที่สุด!)
- "ชาจนไม่รู้สึก"
- รองเท้าหลุดจากเท้าก็ไม่รู้ตัว
- เหยียบตะปู เหยียบก้นบุหรี่ หรือน้ำร้อนลวก ก็ไม่เจ็บ
ถ้าถึงระยะที่ 3 เมื่อไหร่... คุณคือกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะเกิดแผลติดเชื้อโดยไม่รู้ตัวครับ
การตรวจง่ายๆ: คุณยังมีความรู้สึกอยู่ไหม?
ที่คลินิกหมอจะมีเครื่องมือหน้าตาคล้าย "เอ็นตกปลา" เส้นเล็กๆ เรียกว่า Monofilament ครับ หมอจะเอาเจ้าเส้นนี้ไปจิ้มตามจุดต่างๆ บนฝ่าเท้า
- ถ้าจิ้มแล้วคนไข้บอกว่า "รู้สึกครับ" --> สอบผ่าน
- ถ้าจิ้มจนเอ็นงอแล้ว คนไข้ยังนั่งนิ่ง บอกว่า "ไม่รู้สึกเลยหมอ" --> สอบตก (เสี่ยงเท้าชา)
คุณสามารถทดสอบเองที่บ้านง่ายๆ โดยให้ญาติลองเอาสำลีเขี่ย หรือเอาปลายปากกาลูบเบาๆ ที่ฝ่าเท้า (ตอนหลับตา) ดูว่าเรารู้ตำแหน่งที่ถูกสัมผัสหรือไม่ครับ
ดูแลอย่างไร? เพื่อรักษาเท้าให้อยู่กับเราไปตลอดชีวิต
ข่าวร้ายคือ... เส้นประสาทที่ตายไปแล้ว ฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิม 100% ได้ยากครับ แต่ข่าวดีคือ... เราสามารถ "หยุดการทำลาย" และ "ป้องกันการถูกตัดขา" ได้ด้วยวิธีดังนี้:
1. คุมระดับน้ำตาล (สำคัญที่สุด) ต่อให้กินยาวิตามินบำรุงเส้นประสาทเดือนละแสน แต่ถ้าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ยังสูงทะลุเป้า เส้นประสาทก็จะถูกทำลายต่อไปเรื่อยๆ ครับ ต้องคุมน้ำตาลให้อยู่หมัด
2. "ตา" ดูแทน "เท้า" (กฎเหล็กประจำวัน) ในเมื่อเท้าเราไม่เจ็บ เราจึงไม่รู้ว่ามีแผล ดังนั้น "ต้องตรวจเท้าทุกวัน" ก่อนนอน
- พลิกดูฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า (ถ้าก้มไม่ไหว ให้ใช้กระจกเงาส่อง หรือให้ลูกหลานดูให้)
- มองหารอยแดง รอยถลอก ตุ่มพอง หรือตาปลา
- ถ้าเจอแผลแม้เพียงนิดเดียว ให้รีบทำแผลและพบแพทย์ทันที อย่ารอให้หายเอง
3. เลือกรองเท้าให้เหมือนเลือกคู่ชีวิต
- ห้ามใส่รองเท้าหัวแหลม หรือคับเกินไป เพราะจะบีบนิ้วเท้าจนเกิดแผลกดทับ
- ควรใส่รองเท้าหุ้มส้น หรือรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่มีพื้นนุ่มและหน้ากว้าง
- ห้ามเดินเท้าเปล่าเด็ดขาด! แม้แต่ในบ้าน เพราะเศษแก้วหรือไม้จิ้มฟันเพียงชิ้นเดียว อาจทำให้คุณเสียขาได้
4. การตัดเล็บ
- ตัดเป็นแนวตรง (ตามขอบเล็บ) ห้ามตัดเข้ามุม หรือแงะจมูกเล็บเด็ดขาด เพราะเสี่ยงเล็บขบและติดเชื้อ
- ถ้าสายตาไม่ดี อย่าตัดเอง ให้คนอื่นทำให้ หรือให้พยาบาลทำให้
5. การดูแลผิวหนัง
- คนเป็นเบาหวานผิวจะแห้งแตกง่าย เชื้อโรคเข้าทางรอยแตกได้
- ทาโลชั่นที่ฝ่าเท้าและหลังเท้าเพื่อความชุ่มชื้น
- แต่! ห้ามทาโลชั่นระหว่างซอกนิ้ว เพราะจะทำให้อับชื้นและเป็นเชื้อรา (ฮ่องกงฟุต) ได้ง่าย
สรุป: หายชาได้ไหม?
หากเป็นระยะเริ่มต้น การคุมน้ำตาลให้ดีร่วมกับการทานยาวิตามินบำรุงปลายประสาท อาการชาหรือแสบร้อน "ดีขึ้นได้ครับ"
แต่ถ้าชาจนไม่รู้สึกแล้ว เป้าหมายของเราคือ "ดูแลไม่ให้เกิดแผล" จำไว้นะครับ... "แผลเบาหวาน ไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่น่ากลัว" ขอให้หมั่นตรวจเท้าทุกวัน เหมือนที่เราส่องกระจกดูหน้าตัวเองครับ เพราะการใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ นี้ จะช่วยรักษา "เท้า" ให้พาเราเดินไปในที่ที่อยากไปได้ตราบจนวันสุดท้ายครับ
ด้วยความห่วงใยจากใจหมอครับ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng
#เท้าชา #เบาหวานลงเท้า #แผลเบาหวาน #ตัดขา #ปลายประสาทอักเสบ #รองเท้าคนเบาหวาน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ตรวจเท้าเบาหวาน #แสบร้อนเท้า #ดูแลผู้ป่วยเบาหวาน
Comments
Post a Comment