เดินแล้วยุบยิบ ชาที่ส้นเท้า รักษาไม่หายสักที... หรือว่าคุณกำลังเกาไม่ถูกที่คัน?"


เดินแล้วยุบยิบ ชาที่ส้นเท้า รักษาไม่หายสักที... หรือว่าคุณกำลังเกาไม่ถูกที่คัน?"

หลายครั้งที่ความเจ็บปวดไม่ได้มาในรูปแบบของการ "ปวด" เพียงอย่างเดียว แต่มาในรูปแบบของความรำคาญที่ทรมานใจยิ่งกว่า นั่นคืออาการ "ชา" และความรู้สึกเหมือนมีอะไรไต่ยุบยิบ ๆ บริเวณฝ่าเท้า

โดยเฉพาะเมื่อคุณเดินเยอะ ๆ หรือยืนนาน ๆ อาการเหล่านั้นจะยิ่งชัดเจนขึ้น จนบางครั้งต้องหยุดเดิน ถอดรองเท้ามานวด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรมากนัก หลายท่านไปหาหมอ เอายามาทา กินยาแก้ปวด หรือทำกายภาพบำบัดแบบเดิม ๆ มาเป็นเดือนเป็นปี แต่อาการกลับไม่ดีขึ้น หรือหาสาเหตุไม่เจอ

เรื่องราวแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียวครับ และบ่อยครั้งที่ "เส้นผมบังภูเขา" ทำให้เรามองข้ามสาเหตุที่แท้จริงไป

จากเรื่องจริงในห้องตรวจ: เมื่อการรักษาแบบรองช้ำ ไม่ใช่คำตอบ

มีคนไข้ท่านหนึ่ง อายุประมาณ 50 ปี เป็นคุณแม่บ้านที่ขยันมาก เธอมาหาหมอด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลและท้อแท้ เธอบอกหมอว่า "หมอคะ ป้าเดินไปจ่ายตลาดแป๊บเดียว มันก็เริ่มยุบยิบ ๆ ที่ส้นเท้าแล้วค่ะ มันชาเหมือนเป็นเหน็บชา แต่มันไม่ได้ปวดจี๊ดเหมือนโดนเข็มแทงนะ มันรำคาญจนเดินต่อไม่ไหว"

เธอเล่าต่อว่า รักษามาหลายที่ ส่วนใหญ่บอกว่าเป็น "รองช้ำ" หรือเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ ได้ยามากิน ได้แผ่นรองเท้ามาใส่ อาการปวดระบมลดลงบ้าง แต่อาการ "ชา" และ "ยุบยิบ" ที่ส้นเท้ายาวไปถึงฝ่าเท้านั้นไม่เคยหายไปเลย

เมื่อหมอได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยการเคาะเบา ๆ ที่บริเวณตาตุ่มด้านใน ปรากฏว่าเธอสะดุ้ง และบอกว่ามีความรู้สึกไฟช็อตวิ่งไปที่ฝ่าเท้า นั่นแหละครับคือกุญแจสำคัญที่ไขปริศนาทั้งหมด เคสนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็น แต่เป็นเรื่องของ "เส้นประสาท" ที่ถูกกดทับ

โรคโพรงเส้นประสาทข้อเท้ากดทับ (Tarsal Tunnel Syndrome) คืออะไร?

ถ้าคุณรู้จักโรคพังผืดทับเส้นประสาทที่ข้อมือ (ที่ทำให้มือชา) โรคนี้ก็คือพี่น้องฝาแฝดกัน แต่อยู่ที่ "ข้อเท้า" ครับ

บริเวณข้อเท้าด้านในของเรา จะมีโพรงเล็ก ๆ โพรงหนึ่ง เปรียบเสมือนอุโมงค์ลอดใต้ภูเขา ในอุโมงค์นี้จะมีทั้งเส้นเอ็น เส้นเลือด และพระเอกของเราคือ "เส้นประสาททิเบียล" (Tibial Nerve) ลอดผ่านเพื่อลงไปเลี้ยงความรู้สึกที่ส้นเท้าและฝ่าเท้า

เมื่อไหร่ก็ตามที่อุโมงค์นี้ตีบแคบลง หรือมีอะไรไปเบียดเบียนพื้นที่ในอุโมงค์ เส้นประสาทเส้นนี้จะถูกบีบอัด เหมือนสายยางรดน้ำต้นไม้ที่โดนเหยียบ ทำให้น้ำ (สัญญาณประสาท) ไหลไม่สะดวก ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติที่ปลายทาง คือที่ส้นเท้าและฝ่าเท้านั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้อุโมงค์นี้ตีบแคบ

ทำไมอยู่ดี ๆ เราถึงเป็นโรคนี้? สาเหตุมีได้หลายอย่างมากครับ และบางครั้งก็เป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึง:

โครงสร้างเท้าผิดปกติ: คนที่มีเท้าแบนมาก ๆ หรือข้อเท้าล้ม เวลาเดิน เส้นเอ็นจะถูกดึงรั้งและไปเบียดเส้นประสาทในอุโมงค์ได้มากขึ้น

การบาดเจ็บในอดีต: เคยข้อเท้าพลิก ข้อเท้าแพลง แล้วไม่ได้รักษาให้หายดี จนเกิดพังผืดหนาตัวขึ้นรอบ ๆ ข้อเท้า

สิ่งแปลกปลอมในอุโมงค์: เช่น ถุงน้ำ (Ganglion cyst), เส้นเลือดขอดที่พองตัวอยู่ในอุโมงค์ หรือแม้แต่ปุ่มกระดูกงอก

โรคประจำตัว: ผู้ที่เป็นเบาหวาน ไทรอยด์ หรือรูมาตอยด์ จะมีโอกาสที่เส้นประสาทอักเสบหรือบวมได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

อาการสัญญาณเตือน: เช็คลิสต์ว่าคุณเข้าข่ายหรือไม่

อาการของโรคนี้มักจะค่อยเป็นค่อยไป และมีความจำเพาะที่แตกต่างจากรองช้ำทั่วไปครับ:

ความรู้สึกยุบยิบและชา: นี่คืออาการเด่นที่สุด คนไข้มักบอกว่าเหมือนมีมดไต่ หรือซ่า ๆ บริเวณส้นเท้า ฝ่าเท้า หรือนิ้วเท้า

ปวดแสบปวดร้อน: บางคนรู้สึกร้อนวูบวาบที่ฝ่าเท้า เหมือนเดินบนทรายร้อน ๆ

อาการแย่ลงเมื่อใช้งาน: ยิ่งเดิน ยิ่งยืน นาน ๆ อาการยิ่งชัด แต่พอนั่งพักหรือถอดรองเท้า อาการจะทุเลาลง

อาการตอนกลางคืน: บางท่านมีอาการปวดหรือชาจนต้องตื่นขึ้นมาสะบัดขา หรือนวดเท้ากลางดึก

จุดกดเจ็บ: กดเจ็บบริเวณหลังตาตุ่มใน (ซึ่งต่างจากรองช้ำที่จะเจ็บที่ส้นเท้าด้านล่าง)

การตรวจวินิจฉัย: หาความจริงให้เจอ

การที่รักษามานานแล้วไม่หาย มักเกิดจากการวินิจฉัยที่ยังไม่ตรงจุด ดังนั้นการตรวจเพิ่มเติมจึงสำคัญมากครับ

การตรวจร่างกาย: หมอจะทำการเคาะเบา ๆ ที่บริเวณหลังตาตุ่มใน (Tinel's sign) หากมีอาการไฟช็อตวิ่งลงไปที่ฝ่าเท้า แสดงว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เส้นประสาทถูกกดทับ

อัลตราซาวน์ (Ultrasound): การใช้เครื่องอัลตราซาวน์ความละเอียดสูง จะช่วยให้หมอเห็นโครงสร้างภายในโพรงข้อเท้าได้ทันที ว่ามีถุงน้ำ มีเส้นเลือดขอด หรือมีเส้นประสาทบวมหรือไม่ เป็นการตรวจที่ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว

การตรวจไฟฟ้าวินิจฉัย (EMG/NCV): เป็นการตรวจการทำงานของเส้นประสาท เพื่อดูว่ามีการนำกระแสประสาทช้าลงหรือไม่ ซึ่งเป็นการยืนยันความรุนแรงของโรค

MRI: ในบางกรณีที่สงสัยว่ามีก้อนเนื้อหรือความผิดปกติลึก ๆ การทำ MRI จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด

แนวทางการรักษา: กู้คืนความสุขในการเดิน

เมื่อเรารู้สาเหตุที่แท้จริงแล้ว การรักษาก็จะง่ายขึ้นและตรงจุดครับ ไม่ใช่แค่การกินยาแก้ปวดไปวัน ๆ

1. การปรับพฤติกรรมและอุปกรณ์: การพักการใช้งานหนัก ๆ เป็นเรื่องแรกที่ต้องทำ ร่วมกับการเลือกรองเท้าที่เหมาะสม รองเท้าควรมีหน้ากว้าง ไม่บีบรัด และพื้นรองเท้ามีความนุ่มพอดี หากคุณมีภาวะเท้าแบน การใช้แผ่นรองรองเท้า (Insoles) ที่เสริมอุ้งเท้า จะช่วยลดแรงดึงรั้งในโพรงข้อเท้าได้ดีมากครับ

2. การใช้ยา: ยาที่ใช้ในกรณีนี้ จะไม่ใช่แค่ยาแก้ปวดกล้ามเนื้อทั่วไป แต่จะเน้นกลุ่มยาที่ช่วยลดอาการปลายประสาทอักเสบ หรือยาลดการระมในกลุ่ม NSAIDs ในช่วงระยะสั้น ๆ เพื่อลดการบวมของเนื้อเยื่อในอุโมงค์

3. การฉีดยาด้วยระบบนำวิถี (Ultrasound-guided Injection): ในปัจจุบัน เทคโนโลยีอัลตราซาวน์ช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาก หมอสามารถใช้อัลตราซาวน์นำทางเข็ม เพื่อฉีดยาลดการอักเสบเข้าไปในจุดที่มีปัญหาได้อย่างแม่นยำ หรือทำการเลาะพังผืดด้วยน้ำ (Hydrodissection) คือการฉีดน้ำเกลือผสมยาเข้าไปเซาะให้เส้นประสาทหลุดออกจากพังผืดที่รัดตรึงอยู่ วิธีนี้ปลอดภัยและได้ผลดีในหลายราย

4. การกายภาพบำบัด: การยืดเหยียดกล้ามน่องและการบริหารข้อเท้าอย่างถูกวิธี จะช่วยลดแรงกดดันในโพรงข้อเท้าได้ รวมถึงการใช้เครื่องมือทางกายภาพ เช่น อัลตราซาวน์บำบัด หรือเลเซอร์ เพื่อลดการอักเสบ

5. การผ่าตัด (Surgery): หากการรักษาด้วยวิธีข้างต้นไม่ได้ผล หรือตรวจพบว่ามีก้อนถุงน้ำ หรือสิ่งกินที่กดทับเส้นประสาทอย่างชัดเจน การผ่าตัดคลายพังผืด (Tarsal Tunnel Release) ก็เป็นทางออกที่จะช่วยให้หายขาดได้ การผ่าตัดนี้เป็นการเปิดโพรงให้กว้างขึ้น เพื่อให้เส้นประสาทได้หายใจสะดวกอีกครั้ง

พยากรณ์โรค: จะกลับมาเดินได้ปกติไหม?

ข่าวดีคือ โรคนี้ "รักษาหายได้" ครับ แต่ต้องใช้ความอดทนและเวลา เส้นประสาทเป็นอวัยวะที่ขี้งอน เวลาบาดเจ็บหรือถูกกดทับนาน ๆ การฟื้นตัวอาจใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน หลังจากที่เรากำจัดสาเหตุของการกดทับไปแล้ว

สิ่งสำคัญคือต้องรีบรักษา ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นาน จนกล้ามเนื้อฝ่าเท้าเริ่มลีบ หรือชาจนไม่รู้สึกเจ็บ การฟื้นตัวก็จะยากขึ้น ดังนั้น หากคุณมีอาการที่เล่ามา แล้วรักษาแบบรองช้ำไม่หาย อย่าเพิ่งถอดใจครับ คุณอาจจะแค่กำลังรักษาผิดโรคเท่านั้นเอง

สรุป

อาการ "ยุบยิบ ชาฝ่าเท้า" ที่รักษาไม่หาย อาจไม่ใช่แค่เรื่องของกล้ามเนื้อ แต่เป็นเสียงร้องขอความช่วยเหลือจากเส้นประสาทที่ถูกกดทับอยู่ การตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดและการรักษาที่ตรงจุด คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมีความสุขอีกครั้ง อย่าปล่อยให้ความชามาพรากความสุขในการใช้ชีวิตของคุณไปครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ชาฝ่าเท้า #เจ็บส้นเท้า #TarsalTunnelSyndrome #ปวดเท้าเรื้อรัง #พังผืดทับเส้นประสาทข้อเท้า #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เท้าแบน #เส้นประสาทอักเสบ #เดินแล้วเจ็บ #สุขภาพเท้า


Reference

  1. Doneddu PE, Coraci D, Loreti C, Pazzaglia C. Tarsal tunnel syndrome: clinical findings and electrodiagnostic updates. Archives of Physical Medicine and Rehabilitation. 2017;98(10):2108-13.

  2. McSweeney SC, Cichero M. Tarsal tunnel syndrome-A narrative review of the literature. Journal of Foot and Ankle Research. 2015;8(1):35.

  3. Kavlak Y, Uygur F. Effects of nerve mobilization exercise as an adjunct to the conservative treatment for patients with tarsal tunnel syndrome. Journal of Manipulative and Physiological Therapeutics. 2011;34(7):441-8.

  4. Tu P. Heel Pain: Diagnosis and Management. American Family Physician. 2018;97(2):86-93.

  5. Ahmad M, Tsang K, Mackenney PJ, Adair AA. Tarsal tunnel syndrome: A literature review. Foot and Ankle Surgery. 2012;18(3):149-52.

Comments

Popular posts from this blog

ร้อนฝ่าเท้าจนเดินไม่ไหว... แค่ปวดเมื่อย หรือมีอะไรซ่อนอยู่หลังกระดูกพรุน?

ปวดแสบร้อน ชาเท้า จากเบาหวาน หรือหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้น? แยกอย่างไร และต้องรักษาแบบไหน

เบาหวานลงเท้า... จุดเริ่มต้นของ "แผลไม่รู้ตัว" ที่อาจจบลงด้วยการตัดขา!